Advertisement
Loading...

เป็นประเด็นที่น่าสนใจของชาวเน็ตหลายคน เมื่อมีรายงานว่า ทางด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ‘ไอติม’ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงานเสวนา “ประเทศไทยแบบไหนที่เราอยากอยู่ร่วมกัน” ที่โรงแรมบุรีศรีภู อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เสนอไอเดียและเหตุผลประกอบว่า ประเทศไทยอาจจะใช้สภาเดี่ยว ไม่ต้องมีวุฒิสภา (ส.ว.) เลยก็ได้

พริษฐ์ ยกหลักการว่า รัฐธรรมนูญต้องมาจากหลักการที่ว่า “หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียงเท่าเทียมกัน” ในการกำหนดทิศทางของประเทศ เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ขัดกับหลักการนี้มากที่สุด คือ วุฒิสภา ซึ่งไม่มีอะไรเป็นสัญลักษณ์ของการไม่ใช่หลักหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เท่ากับการมี ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคนไม่กี่คน มีอำนาจมาขัดกับ ส.ส. ที่มาจากคนหลายสิบล้านคนได้

พริษฐ์ กล่าวว่า ถ้าเราอยากเคารพหลักหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง ไม่จำเป็นว่า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ประเด็นสำคัญ คือ อำนาจที่ ส.ว. มีต้องสอดคล้องกับความยึดโยงกับประชาชน ถ้าอยากจะให้ ส.ว. มีอำนาจสูงมาก เหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ ส.ว. สามารถถอดถอนประธานาธิบดีได้ ก็จำเป็นอย่างมากที่ต้องมีที่มาจากประชาชน สหรัฐอเมริกาจึงให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. แต่ถ้าบอกว่า ส.ว. จะมาจากการแต่งตั้ง เหมือนกับประเทศอังกฤษ ก็ต้องลดอำนาจ ส.ว. ให้ลงมาต่ำ ดังนั้น ส.ว. ของอังกฤษจึงไม่มีอำนาจอะไร สูงสุดที่ทำได้ คือ ขอระงับกฎหมายไว้หนึ่งปี

“ปัญหาของประเทศไทย คือ อำนาจของ ส.ว. สูงมาก ถึงขั้นมาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แต่ที่มากลับมาจากคนไม่กี่คน และไม่ค่อยมีความโปร่งใสเรื่องเกณฑ์การวัด และมีผลประโยชน์ทับซ้อน ความไม่สมดุล ตรงนี้เป็นปัญหา” พริษฐ์ ย้ำ

พริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยเคยทำได้ดีที่สุดในปี 2540 เมื่อมี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่ต่อมาอำนาจของ ส.ว. ก็ถูกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีความยึดโยงกับการเลือกตั้งโดยประชาชนก็ลดลงเรื่อยๆ ความไม่สมดุลจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ ในประวัติศาสตร์ไทย

พริษฐ์ จึงเสนอว่า การจะแก้ปัญหาความไม่สมดุลของอำนาจ ส.ว. มีสามแนวทาง แนวทางแรก คือ ในเมื่ออยากให้ ส.ว. มีอำนาจมากก็ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็จะเป็นปัญหาว่า จะออกแบบระบบเลือกตั้งอย่างไรให้ได้คนที่แตกต่างจาก ส.ส. ถ้าหากเลือกตั้งสองครั้งแล้วได้ผลออกมาเหมือนกันก็คงไม่มีความจำเป็นต้องมี ส.ว. ให้ซำ้ซ้อนกับ ส.ส.

แนวทางที่สอง คือ การลดอำนาจของ ส.ว. ให้เหลือน้อยลง ซึ่งท้ายที่สุดก็ยังมีคำถามถึงความโปร่งใสในแง่ที่มาอยู่
แนวทางที่สาม คือ การตั้งคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมี ส.ว. ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยก็มีช่วงที่ใช้ระบบ “สภาเดี่ยว” หรือมีแต่สภาผู้แทนราษฎรของ ส.ส. เท่านั้น ในมุมของกระแสโลก ก็มีหลายประเทศมากขึ้นที่เปลี่ยนจากการใช้ระบบ “สภาคู่” ที่มีทั้ง ส.ส. และ ส.ว. มาเป็นระบบสภาเดี่ยว

พริษฐ์ สำรวจข้อมูลระบบการปกครองของประเทศที่ใช้ระบบประชาธิปไตยทั่วโลก และพบว่า ประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา ไม่ใช่ประธานาธิบดีและไม่ใช่ระบบสหพันธรัฐ มีอยู่ 31 ประเทศ ซึ่งแค่ 11 ประเทศเท่านั้นที่ยังมี ส.ว. ส่วนอีก 20 ประเทศไม่มี ส.ว. แล้ว และใน 11 ประเทศที่ยังใช้ ส.ว. อยู่ มีเพียง 2 ประเทศที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่รวมประเทศไทยเพราะยังไม่ได้นับว่า เป็นประเทศประชาธิปไตย

Advertisement
Loading...

 

 

 

 

สองประเทศที่ใช้ ส.ว. จากการแต่งตั้ง คือ สหราชอาณาจักรซึ่ง ส.ว. มีประวัติศาสตร์จากสภาขุนนางในอดีต มีวัฒนธรรมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และประเทศที่สอง คือ ตรินิแดดแอนด์โตเบโก ที่มีประชากรแค่ 1.3 ล้านคน และมีบริบทต่างจากไทยอย่างมาก

ข้อดีของการใช้ระบบสภาเดี่ยวที่ไม่มี ส.ว. ประเด็นแรกคือ ลดงบประมาณลง ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายของการมี ส.ว. ประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อปี รวมค่าตอบแทน ค่าเดินทาง ยังไม่ได้รวมอาคารที่ต้องสร้างขึ้นมาและค่าใช้จ่ายยิบย่อย ประเด็นที่สอง คือ ระยะเวลาในการออกกฎหมายแต่ละฉบับจะสั้นลง การออกกฎหมายเพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของโลกจะคล่องตัวมากขึ้น

พริษฐ์กล่าวด้วยว่า ถ้าหากเราไม่มี ส.ว. เราอาจจะกลัวว่า จะสูญเสียความเชี่ยวชาญของแต่ละวิชาชีพ แต่ก็มีทางเลือก คือ การเพิ่มบทบาทของตัวแทนจากองค์กรวิชาชีพให้เป็นกรรรมาธิการในการร่างกฎหมาย หรือหากจะกลัวว่า ส.ว. จำเป็นต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของท้องถิ่น ซึ่งก็มีทางเลือก คือ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ให้แต่ละจังหวัดจัดการตนเองได้

“บางคนอาจจะกลัวว่า ถ้าไม่มี ส.ว. แล้วใครจะทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายบริหาร ขอตั้งประเด็นว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่า การไม่มี ส.ว. ถ่วงดุลอำนาจบริหาร คือ การมี ส.ว. มาให้ท้ายฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ” พริษฐ์ ปิดท้าย

[#ถึงเวลาสภาเดี่ยว – อย่าถามว่า “ควรเลือกตั้ง ส.ว. ไหม?” แต่ให้ถามว่า “จำเป็นต้องมี ส.ว. ไหม?”].สำหรับการหาฉันทามติในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เราจำเป็นต้องเริ่มจากการหาฉันทามติในคุณค่าหลักที่รัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องยึดโยง.หลักการหนึ่งที่ผมคิด (หวัง) ว่าทุกคนจะเห็นตรงกันหมด คือการที่ประชาชนทุกคนควรมี “1 สิทธิ์ 1 เสียง” เท่าเทียมกันในการกำหนดทิศทางประเทศ.ถ้าเราถามว่าเนื้อหาอะไรของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ขัดกับหลักการนี้มากที่สุด คำตอบคงหนีไม่พ้นเรื่องของวุฒิสภา.ในขณะที่ 38 ล้านเสียงทั่วประเทศในวันเลือกตั้ง ส.ส. ถูกแปรมาเป็น 500 เสียง แต่ ส.ว. ที่ถูกแต่งตั้งโดยไม่กี่คนถูกแปรมาเป็น 250 เสียง ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี เรายังห่างไกลจากกติกาที่ให้ทุกคนมี “1 สิทธิ์ 1 เสียง” เท่ากัน แต่เราจะแก้ไขเรื่องวุฒิสภาอย่างไรให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยสากล?.จริงอยู่ว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยได้ โดยวุฒิสภาไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่มาตรฐานประชาธิปไตยกำหนดไว้ว่าอำนาจที่วุฒิสภามี กับที่มาของสมาชิกที่ยึดโยงกับประชาชนใน ต้องสอดคล้องกัน.ถ้าวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งที่ประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง อำนาจก็ไม่ควรเยอะ (เช่น วุฒิสภาของอังกฤษ ที่มาจากการแต่งตั้งและมีอำนาจแค่ยับยั้งกฎหมายได้ 1 ปี).ถ้าวุฒิสภามีอำนาจเยอะ สมาชิกก็ควรมาจากการเลือกตั้ง (เช่น วุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาที่ถอดถอนประธานาธิบดีได้ เลยต้องมีการจัดเลือกตั้งวุฒิสภาโดยตรง).ปัญหาของวุฒิสภาของไทยปัจจุบัน คือความไม่สมดุลระหว่างอำนาจที่มีเยอะ (ถึงขั้นเลือกนายกฯ) กับ ที่มาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน (แต่งตั้งโดยกระบวนการที่ไม่แม้กระทั่งเปิดเผยให้ประชาชนรู้) พอมองถึงทางออก หลายคนมักเสนอ 2 ทางเลือก แต่ทั้ง 2 ทางก็มีความท้าทายในตัว.ทางเลือกที่ 1 คือการจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. เพื่อยกระดับให้ที่มาของสมาชิกมีความยึดโยงกับประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจที่สูง แต่คำถามที่ตามมาก็คือจะจัดการเลือกตั้งแบบไหน ให้ไม่ทับซ้อนหรือได้ผลลัพธ์เดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.?.ทางเลือกที่ 2 คือการลดอำนาจ ส.ว. เพื่อลดระดับอำนาจให้สอดคล้องกับที่มาที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่คำถามที่ตามมาก็คือใครจะรับหน้าที่คัดสรรสมาชิก ที่เรามั่นใจว่าจะมีความเป็นกลางจริง?.แต่ผมคิดว่าประเทศเรา มีทางเลือกที่ 3.ทางออกที่ผมคิดว่าเราน่าจะพิจารณาอย่างจริงจัง ที่ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างซ้ายหรือขวาแต่อาจนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า คือการปรับประเทศไทยเป็นระบบสภาเดี่ยว ที่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภา แต่มีเพียงสภาผู้แทนราษฎร.จากมุมมองของประวัติศาสตร์ ประเทศไทยก็เคยอยู่ภายใต้ระบบสภาเดี่ยวมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เจตนารมณ์ดั้งเดิมของการมีวุฒิสภาในไทยคือการเป็น “พี่เลี้ยง” ให้ ส.ส. ที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย แต่ในเมื่อปัจจุบัน สังคมเราก็คุ้นเคยกับระบบประชาธิปไตยมากว่า 80 ปีแล้ว “พี่เลี้ยง” ยังมีความจำเป็นไหม?.จากมุมมองของกระแสโลก ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่ใช้ระบบการปกครองเหมือนประเทศไทยส่วนมากใช้ระบบสภาเดี่ยวแล้ว เมื่อเราตัดประเทศที่ใช้ระบบประธานาธิบดี (presidential) และประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ (federal) ออกไป เราจะเหลือ 31 ประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา (parliamentary) และเป็นรัฐเดี่ยว (unitary) เหมือนประเทศไทย.จาก 31 ประเทศ นี้ 20 ประเทศ (2 ใน 3) ใช้ระบบสภาเดี่ยว (เช่น นิวซีแลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก กรีซ อิสราเอล) โดยส่วนมากได้ปรับจากระบบสภาคู่มาเป็นสภาเดี่ยวในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา.จาก 11 ประเทศ (1 ใน 3) ที่ยังใช้ระบบสภาคู่ มีเพียงแค่ 2 จาก 11 ประเทศ ที่มีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง คือ ประเทศอังกฤษ (ที่วุฒิสภามาจากสภาขุนนางและประเพณีวัฒนธรรมที่กำจัดยาก) และ ประเทศตรินิแดดและโตเบโก (ที่มีประชากรเพียง 1.3 ล้านคน).ข้อดีที่เราจะได้จากระบบสภาเดี่ยว1. ทำให้การผ่านกฎหมายใหม่หรือแก้กฎหมายเก่ามีความรวดเร็วขึ้น ซึ่งอาจเหมาะสมกับการตอบสนองให้เท่าทันกับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้น2. ลดงบประมาณจากการไม่มีวุฒิสภาได้อย่างน้อย 1,200 ล้านบาทต่อปี (ถ้าคำนวนจากแค่ค่าตอบแทน ค่าเดินทาง และค่าสรรหาคัดสรรสมาชิก)สำหรับสิ่งที่หลายคนกังวลว่าเราจะเสียไปจากการไม่มีวุฒิสภา ผมมองว่ามีกลไกอื่นที่มาทดแทนได้ที่อาจมีประสิทธิภาพกว่า1. วุฒิสภาควรมีอยู่เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพในกระบวนการออกกฎหมาย? เราแก้ได้ด้วยการเพิ่มบทบาทของสภาวิชาชีพในระดับกรรมาธิการ2. วุฒิสภาควรมีอยู่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของภูมิภาคหรือจังหวัดต่างๆ? การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีผู้ว่าฯจากการเลือกตั้งและมีอำนาจมากขึ้นในการจัดการตนเอง น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า3. วุฒิสภาควรมีอยู่เพื่อถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร? การติดอาวุธประชาชนผ่านการเปิดข้อมูลที่ละเอียดและละเอียดอ่อน และการเพิ่มพื้นที่ให้สื่อสืบสวนสอบสวนทำงานอย่างเสรี ในโลกสมัยใหม่ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลอาจจะควรพึ่งข้อมูลมากกว่าพึ่งบุคคล.ท้ายสุดแล้ว ผมทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งเดียวที่อันตรายกว่าการไม่มีวุฒิสภามาถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร คือการมีวุฒิสภาที่ให้ท้ายอำนาจฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ ….การปรับเข้าสู่ระบบสภาเดี่ยว อาจไม่ใช้คำตอบสุดท้าย แต่อย่างน้อยควรเป็นคำถามที่เราตั้งกับสังคมไทย#ถึงเวลาสภาเดี่ยว ?.#paritw..ขอบคุณคลิปบางส่วนจาก new consensus thailand ครับ.

โพสต์โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม 2019

Loading...
Advertisement